ใหม่! เข้าสู่ระบบเพื่อจัดการบัญชีของคุณ ดูบันทึก ดาวน์โหลดรายงาน (PDF/CSV) และดูข้อมูลสำรองของคุณ เข้าสู่ระบบที่นี่!
แชร์บทความนี้:

ใช้ชีวิตกับโรคไบโพลาร์

สุขภาพจิตยังคงเป็นประเด็นที่หลายคนยังไม่กล้าพูดถึงกันอย่างเปิดเผย อย่างไรก็ตามจากการศึกษาบางฉบับพบว่า อาจมีคนถึง 1 ใน 4 ทั่วโลกที่กำลังใช้ชีวิตกับอาการป่วยทางจิตใจรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งอยู่ตลอดเวลา ในบทความนี้เราจะพาทุกท่านทำความรู้จักกับโรคไบโพลาร์และวิถีชีวิตของผู้ที่เป็นโรคนี้

กราฟิกให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับ 'โรคไบโพลาร์'

โรคไบโพลาร์หรือที่เคยเรียกว่าภาวะอารมณ์สองขั้ว (manic-depressive disorder) เป็นภาวะรุนแรงที่ทำให้บุคคลเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์อย่างหนักหน่วง หลายคนมักใช้คำนี้กับคนที่มีอารมณ์แปรปรวน ทั้งที่ความจริงเราเองก็เจอวันดีวันร้ายได้ตามเหตุการณ์ในชีวิตหรือวงจรฮอร์โมน แต่โรคไบโพลาร์นั้นแตกต่างและซับซ้อนกว่านั้นมาก

โรคไบโพลาร์คืออะไร?

คนที่เป็นโรคไบโพลาร์ (BD) จะมีการเหวี่ยงของอารมณ์อย่างสุดขั้วในช่วงต่าง ๆ ตั้งแต่ ช่วงคลุ้มคลั่ง (manic episode) ที่รู้สึก ปลาบปลื้มยินดีเกินเหตุ หุนหันพลันแล่น มีพลังงานมาก ไปจนถึงช่วง ซึมเศร้าหนัก (depressive episode) เหนื่อยล้า รู้สึกไร้ค่าและหมดแรง แต่ในบางช่วงก็อาจไม่มีอาการใด ๆ ได้ ภาวะนี้มักเริ่มต้นระหว่างอายุ 15-20 ปี แม้จะไม่จำเป็นต้องเป็นทุกคน กะว่ามีผู้คนราว 46 ล้านคนทั่วโลกที่ต้องใช้ชีวิตกับโรคไบโพลาร์ โรคนี้ส่งผลกระทบต่อทั้งผู้ป่วยและคนใกล้ชิดอย่างมาก

ผู้ที่มี BD หลายคนอาจประสบปัญหาในการดำเนินชีวิตประจำวัน ทั้งเรื่องการทำงานหรือความสัมพันธ์ ซึมเศร้าหนักอาจนำไปสู่พฤติกรรมพยายามฆ่าตัวตาย ส่วนช่วงคลุ้มคลั่งมีแนวโน้มทำเรื่องเสี่ยง เช่น ใช้เงินเกินตัว มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน หรือใช้สารเสพติด พบว่าผู้ป่วย BD ถึง 17% เคยพยายามจบชีวิตตัวเอง และ 60% เคยติดสารเสพติด ภาวะนี้ซับซ้อนและต้องได้รับการรักษาพร้อมเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตอย่างมาก แต่ก็สามารถจัดการและมีชีวิตที่ดี มีความสุขกับการทำงานและครอบครัวได้

การวินิจฉัยโรคไบโพลาร์

แพทย์และนักบำบัดต้องแยกแยะโรคและอาการต่าง ๆ ให้ชัดก่อนวินิจฉัย เนื่องจากหลายโรคมีอาการคล้ายกัน โดยเฉพาะโรคไบโพลาร์ซึ่งอาการมาเป็นระยะ อาจต้องใช้เวลาสังเกตสักพักใหญ่เพื่อให้เห็นภาพรวมของอาการ

แม้ปัจจุบันการแชร์ข้อมูลทำได้สะดวกมากขึ้น แต่เกณฑ์การวินิจฉัยในแต่ละประเทศก็ยังมีความต่างกัน ที่สหรัฐอเมริกา นิยมใช้เกณฑ์จาก DSM-5 (คู่มือวินิจฉัยโรคจิตเวชฉบับที่ 5 ของสมาคมจิตแพทย์อเมริกัน)

เกณฑ์ DSM-5 กำหนดว่าผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นไบโพลาร์ชนิดที่ 1 จะต้องเคยมีภาวะ mania อย่างน้อย 1 ช่วง นานต่อเนื่องอย่างต่ำ 1 สัปดาห์ (โดยอาการปรากฏเกือบตลอดทั้งวันทุกวัน) และต้องมีภาวะซึมเศร้าครั้งใหญ่ (major depressive episode) นานต่อเนื่องอย่างต่ำ 2 สัปดาห์อย่างน้อย 1 ครั้ง

Mania (คลุ้มคลั่ง) หมายถึงช่วงที่อารมณ์ขยายกว้างมากขึ้น หงุดหงิดง่าย หรืออารมณ์สูงผิดปกติ พร้อมมีอาการอย่างน้อย 3 ข้อต่อไปนี้ซึ่งเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างมีนัยสำคัญจนกระทบชีวิตหลายด้าน และไม่สามารถอธิบายได้ด้วยโรคหรือสารเสพติดอื่น ๆ

  1. มั่นใจในตัวเองเกินจริงหรือคิดว่าตนมีพลังพิเศษ
  2. ต้องการนอนน้อยลง (เช่น รู้สึกสดชื่นแม้นอนแค่ 3 ชั่วโมง)
  3. พูดมากผิดปกติหรือหยุดพูดไม่ได้
  4. สมองคิดฟุ้งซ่านหรือคิดเร็วตลอดเวลา
  5. เสียสมาธิ ถูกกระตุ้นโดยสิ่งรบกวนเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ง่าย
  6. ทำกิจกรรมมากผิดปกติ (เช่น เรื่องสังคม ที่ทำงาน รร. หรือเรื่องเพศ) หรือกระสับกระส่าย
  7. พัวพันกิจกรรมที่อาจมีผลเสียรุนแรง (เช่น ช็อปปิ้งจนหมดตัว มีเพศสัมพันธ์โดยไม่คิด หรือลงทุนผิดพลาด)

Hypomania (กึ่งคลุ้มคลั่ง) มีอาการคล้าย mania แต่สั้นกว่า (อย่างน้อย 4 วัน) และไม่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันรุนแรง

Major depressive episode (ซึมเศร้ารุนแรง) หมายถึงช่วงเวลา 2 สัปดาห์หรือมากกว่า ซึ่งจะมีอารมณ์ซึมเศร้า ขาดความสนใจหรือหมดความสุข ในกิจกรรมที่เคยชอบ โดยต้องมีอาการอย่างน้อย 5 ข้อจากนี้ ซึ่งเกิดขึ้นเกือบทั้งวัน ไม่เกี่ยวกับโรคหรือยา

  1. อารมณ์ซึมเศร้าส่วนใหญ่ของวัน
  2. หมดความสนใจหรือความสุขในทุกกิจกรรมหรือเกือบทุกกิจกรรม
  3. น้ำหนักเปลี่ยนแปลงมาก อยากอาหารเปลี่ยนมาก
  4. นอนไม่หลับหรือนอนมากเกินไป
  5. กระสับกระส่ายหรือเฉื่อยชาอย่างเห็นได้ชัด
  6. เหนื่อยล้าง่าย ขาดพลังงาน
  7. รู้สึกไร้ค่า รู้สึกผิด (อาจถึงขั้นมีความเชื่อผิด)
  8. คิดไม่ออก หรือตัดสินใจไม่ได้
  9. คิดถึงความตายอยู่บ่อย ๆ คิดอยากตายบ่อย ๆ หรือเคยพยายามฆ่าตัวตายโดยไม่มีแผนที่ชัดเจน

อธิบายภาพความแตกต่างระหว่างไบโพลาร์ 1 และไบโพลาร์ 2


อะไรคือความแตกต่างระหว่างไบโพลาร์ 1 กับไบโพลาร์ 2?

ปัจจุบันนักบำบัดหลายรายมองว่า โรคไบโพลาร์เป็นกลุ่มอาการแบบต่อเนื่อง (spectrum) โดยความรุนแรง ระยะเวลา และความซับซ้อนของอาการจะขึ้นกับบุคลิก ประวัติครอบครัว สถานการณ์ อายุ และปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ ชนิดของโรคยังมีผลต่อแนวทางรักษาอีกด้วย

  • ไบโพลาร์ 1 จะมีทั้งช่วง mania และซึมเศร้า หากมีอาการหลงผิดหรือภาวะจิตหลอน จะวินิจฉัยเป็นไบโพลาร์ 1 โดยอัตโนมัติ
  • ไบโพลาร์ 2 เกิดช่วง hypomania กับซึมเศร้า อาการมักไม่รุนแรงถึงขีดที่หยุดใช้ชีวิตปกติได้ แต่โดยทั่วไปมักเรื้อรังและซึมเศร้าต่อเนื่องนานกว่าชนิดที่ 1
  • ไซโคลไทเมีย (Cyclothymia) คือรูปแบบที่เบากว่า มีอารมณ์แปรปรวนระหว่าง hypomania กับซึมเศร้าระยะสั้น ๆ สลับกับช่วงอารมณ์ปกติ
  • ไบโพลาร์ไม่ระบุประเภท (Unspecified bipolar disorder) ใช้ในผู้ที่มีอาการเหมือนไบโพลาร์แต่ไม่เข้าเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่งข้างต้น

ภาวะจิตหลอน: อาการร่วมของโรคไบโพลาร์

นอกเหนือจากอาการข้างต้น ผู้ที่มีอาการ manic หรือ depressive ขั้นรุนแรง อาจเจออาการจิตหลอนได้ เช่น ประสาทหลอน หรือความเชื่อผิดโดยไม่มีหลักฐานจริง ประสาทหลอน (hallucination) ไม่ใช่การเข้าใจผิดธรรมดา แต่คือการที่ประสาทสัมผัสสร้างภาพหรือเสียงเทียมขึ้นมาเอง (พบมากในโรคทางจิต) ส่วน ความเชื่อผิด (delusion) คือความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เช่น เชื่อว่าถูกตามรังควาน หรือว่าตนเองมีอำนาจเหนือธรรมชาติ

ลักษณะของจิตหลอนในโรคไบโพลาร์เป็นอย่างไร?

อาการหลงผิดทางจิตอาจพบทั้งในช่วง mania และ depressive ในช่วงซึมเศร้า มักอยู่ในรูป nihilistic (ไม่เหลืออะไรมีค่า ไม่อยากมีชีวิตอยู่) ซึ่งอันตรายและอาจนำไปสู่การฆ่าตัวตาย แต่ระหว่าง mania มักเป็นแบบ grandiose (คิดว่าตนสำคัญอย่างมาก) ความคิดเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงทัศนคติหรือความคิดเห็น แต่คือข้อเท็จจริงสำหรับผู้ป่วยเอง อาการหลงผิดมักจะดีขึ้นเมื่ออาการ mania หรือ depressive เริ่มลดลง แต่บางกรณีอาจต้องพึ่งการแพทย์

สิ่งกระตุ้นโรคไบโพลาร์คืออะไร?

โรคทางจิตและกลุ่มความผิดปกติทางอารมณ์อาจมีหลายสาเหตุ แต่ละคนก็มีเรื่องราวของตัวเอง ประมาณ 80% ของผู้ป่วย BD สืบทอดแนวโน้มบางอย่างจากพ่อแม่ ประสบการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจ เช่น ความรุนแรงในวัยเด็ก โรคหนัก หรือถูกล่วงละเมิดทางเพศ อาจเป็นตัวกระตุ้นหรือทำให้โรคแย่ลง ปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ความผิดปกติของสารในสมอง การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน การแพ้อาหาร ระบบลิมบิกผิดปกติ ฯลฯ โรคนี้มักเริ่มเผยอาการในช่วงวัยรุ่น แต่หลายคนไม่ได้รับการวินิจฉัยจนโตแล้ว เพราะธรรมชาติของโรคเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ความรู้สึกกดดัน โดดเดี่ยว และการตีตราทางสังคมล้วนเป็นอุปสรรคต่อการพูดคุยและหาทางออก

ผู้ชายและผู้หญิงมีอาการไบโพลาร์เหมือนกันหรือไม่?

ทั้งผู้หญิงและผู้ชายมีแนวโน้มเป็น BD ใกล้เคียงกัน แต่ผู้หญิงจะพบไบโพลาร์ชนิดที่ 2 มากกว่า รวมถึงประสบช่วงซึมเศร้า ช่วงอารมณ์ผสม และช่วงแปรปรวนเร็ว (rapid cycling) มากกว่าผู้ชาย ผู้ชายมักแสดง mania ก่อน ส่วนผู้หญิงมักมาด้วยซึมเศร้าก่อน นอกจากนี้ผู้หญิงยังมักถูกวินิจฉัยผิดเป็นซึมเศร้าแบบขั้วเดียว (unipolar depression) ทำให้รักษาล่าช้า

ผู้หญิงที่เป็น BD หลายคนพบว่า การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนระหว่างมีประจำเดือน ตั้งครรภ์ และช่วงวัยหมดประจำเดือน ทำให้อาการกำเริบขึ้น รวมทั้งมีโอกาสเกิดโรคร่วม (co-morbidities) เช่น ไมเกรน โรคอ้วน หรือไทรอยด์ผิดปกติสูงกว่า และมักเป็นไบโพลาร์ที่เริ่มแสดงอาการช้ากว่าผู้ชายโดยเฉพาะช่วงใกล้หมดประจำเดือน นอกจากนี้ผู้หญิงที่มี BD ยังมีความเสี่ยงถูกล่วงละเมิดทางเพศสูงกว่าและเสี่ยงต่อเหตุการณ์ซ้ำจนอาการสงบ ความแตกต่างเหล่านี้ควรคำนึงถึงเวลาวางแผนรักษา

ภาพสะท้อนชีวิตประจำวันของผู้มีโรคไบโพลาร์ แสดงความเข้มแข็ง สมดุล และการมุ่งหาคุณภาพชีวิตแม้ต้องเผชิญความท้าทาย


สามารถใช้ชีวิตปกติกับโรคไบโพลาร์ได้ไหม?

โรคไบโพลาร์อาจร้ายแรงจนกระทบชีวิตประจำวันหนักมาก หากอาการกำเริบบ่อยอาจทำงานไม่ได้ สัมพันธ์ไม่มั่นคง หรือดูแลสุขภาพตัวเองไม่ได้ อาจเกิดพฤติกรรมเสี่ยงหรือทำร้ายตัวเอง รวมถึงพยายามฆ่าตัวตาย การถูกอารมณ์กระชากไปมาโดยควบคุมไม่ได้เป็นภาระหนักใจจนรู้สึกอับอายและโดดเดี่ยวไม่กล้าขอความช่วยเหลือ

คนที่ไม่เข้าใจเรื่องสุขภาพจิตมักตัดสินหรือมองข้ามปัญหา แม้แต่คนที่หวังดีแต่ขาดความรู้ก็อาจยิ่งทำให้แย่ลงเพราะไม่เข้าใจแก่นปัญหา

Advertisement


ถึงอย่างไรคนจำนวนมากที่มีไบโพลาร์ก็สามารถเรียนรู้ จัดการ และดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขและประสบความสำเร็จได้ กุญแจสำคัญคือความรู้ การสนับสนุน และเดินตามแผนจัดการอาการอย่างต่อเนื่อง

ศิลปินและคนดังบางคนยกเครดิตให้ช่วง mania กับความคิดสร้างสรรค์ แต่ผลข้างเคียงก็มาก คนดังที่กล้าพูดถึงประสบการณ์ตนเอง เช่น สตีเฟ่น ฟราย และมารายห์ แครี ช่วยลดอคติต่อโรคนี้ได้มาก

วิธีรักษาไบโพลาร์ที่ได้ผลดีที่สุดคืออะไร?

ขั้นแรกต้องได้รับการวินิจฉัย หากคุณหรือคนใกล้ตัวมีอาการคล้ายในบทความนี้ ควรหาแพทย์หรือนักบำบัดที่รู้สึกไว้ใจได้ ไม่ใช่ทุกคนจะเหมาะกับเราเสมอ แต่ขอเพียงลองหาเรื่อย ๆ ก็จะเจอคนที่ใช่ อย่าพึ่งวินิจฉัยตัวเอง เพราะมักตีความผิดและทำให้เสียเวลาในการฟื้นฟู เรามักแต่งเรื่องราวในใจมากมายเมื่อสภาพจิตใจย่ำแย่ ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นที่ช่วยสะท้อนปัญหาและวางแผนฟื้นฟูเร็วขึ้นได้อย่างแท้จริง

หากมีการวินิจฉัยชัด นักบำบัดอาจร่วมมือกับจิตแพทย์ในการเลือกยาเพื่อบรรเทาอาการ เช่น ยาต้านซึมเศร้า ยาปรับอารมณ์ ยาต้านโรคจิต หรือหลายชนิดร่วมกัน ขึ้นอยู่กับอาการ อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีเรื่องโรคทางจิตเกิดจากเคมีในสมองเสียสมดุลเริ่มไม่เป็นที่ยอมรับแล้ว งานวิจัยใหม่พบว่ายาต้านซึมเศร้าทำงานได้จริงแค่ 30% ของผู้ป่วยและบางรายมีผลข้างเคียงมาก แต่เมื่อใช้ได้ผลก็ช่วยมาก ถ้าไม่ได้ผลอาจต้องใช้วิธีอื่น เช่น การกระตุ้นสมองด้วยไฟฟ้า (ECT) การกระตุ้นด้วยแม่เหล็กไฟฟ้า (TMS) หรือบำบัดด้วยสารไซคีเดลิก

การบำบัดรักษาทางจิตใจก็สำคัญมาก โดยเฉพาะเมื่อผสมผสานกับยา ได้ผลดีสำหรับคนจำนวนมาก วิธีที่มีหลักฐานรองรับ เช่น CBT, DBT, การบำบัดครอบครัว (FFT), การบำบัดจังหวะอารมณ์และความสัมพันธ์ และกลุ่มสนับสนุน จุดแข็งของกลุ่มบำบัดคือได้แบ่งปันประสบการณ์ รับฟัง ขอกำลังใจจากเพื่อนในกลุ่ม ถือเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้รับมืออารมณ์ได้ดีขึ้น

แนวทางจัดการกับโรคไบโพลาร์เชิงรุก

  • ระบุสิ่งกระตุ้นอาการ mania หรือ depression ของตัวเอง ซึ่งแต่ละคนจะต่างกัน แต่อาจได้แก่ ความเครียด การทะเลาะ หรืออดนอน
  • จดบันทึกอารมณ์ไว้สม่ำเสมอ เพื่อสังเกตการเปลี่ยนแปลง สามารถตั้งแจ้งเตือนมือถือทุก 2 ชม. เพื่อบันทึกอารมณ์และสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แม้ดูง่ายแต่ต้องใช้วินัย การบันทึกต่อเนื่องจะช่วยให้มองเห็นรูปแบบอารมณ์และจัดการได้ดีขึ้น
  • สร้างกิจวัตรประจำวัน เช่น ตื่นนอน นอนหลับ กินอาหาร ให้มีระเบียบ เพื่อเป็นจุดยึดหลักและลดการแปรปรวนของอารมณ์เมื่อปัจจัยเสี่ยงเกิดขึ้น
  • มีกิจกรรมเบาสมองที่ชอบเตรียมไว้ เมื่อรู้สึกซึมเศร้าจะได้หันไปใช้ ตัวอย่างเช่น พาสุนัขไปเดินเล่นที่สวน ไปห้องสมุด ปลูกต้นไม้ นัดเพื่อนที่เข้าใจไปเดินรับลม ฯลฯ เพื่อเคลื่อนไหวมากขึ้น
  • ใช้แว่นกรองแสงสีฟ้าหรืออยู่ในที่มืดตั้งแต่ 18.00-8.00 น. ช่วยให้นาฬิการ่างกายทำงานดีขึ้น โดยเฉพาะก่อน/ระหว่าง mania
  • เรียนรู้ลักษณะ prodrome หรือสัญญาณเตือนว่ากำลังจะกำเริบ แสดงออกที่บ่อยสุดคืออารมณ์ดีเกินเหตุ นอนน้อย และพลังงานมากเกินไป ซึ่งอาการเหล่านี้อาจก่อรูปเป็นสัปดาห์หรือเดือนก่อนเกิด mania/hypomania มิตรหรือบำบัดสามารถช่วยสังเกตและลดความรุนแรงของอาการได้
  • พูดคุยกับนักบำบัดเพื่อหาวิธีหลีกเลี่ยงหรือบรรเทาผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยง

แนวทางปรับไลฟ์สไตล์

การรับประทานอาหารดี ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ลดความเครียด และรักษาสุขอนามัยการนอนเป็นประจำ ล้วนมีประโยชน์ต่อทุกคน โดยเฉพาะผู้มีปัญหาสุขภาพ

อาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนดีต่อผู้มี BD มาก อาหารที่มีไฟโตเคมิคัลและไบโอฟลาโวนอยด์ช่วยบำรุงสมอง เสริมด้วยโอเมก้า-3 เคอร์คูมิน แมกนีเซียม (เพิ่มโดปามีน) หรือ L-tryptophan/5-HTP (เพิ่มเซโรโทนิน)

การดื่มเหล้า หรือ ใช้สารเสพติด อาจช่วยให้รู้สึกดีขึ้นชั่วคราวเพราะกลบความรู้สึกแรง ๆ แต่ระยะยาวจะยิ่งแย่ ลดหรืองดเหล่านี้ จะช่วยฟื้นตัวเร็วขึ้น

เป้าหมายขั้นต่ำคือออกกำลังกายปานกลาง 150 นาทีต่อสัปดาห์ (เช่น เดินเร็ววันละ 20 นาที) ทำให้ผ่านช่วงอารมณ์ต่ำได้ดีขึ้น ถ้าดีขึ้นแล้วค่อยเพิ่มกิจกรรมก็ได้

สรุปท้ายบทความ

หากคุณหรือคนใกล้ตัวได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคไบโพลาร์ หรือสงสัยว่าตัวเองเป็น อย่าท้อแท้ คุณไม่ได้อยู่คนเดียว ยังมีหนทางช่วยเหลือและปรับสถานการณ์ให้ดีขึ้นได้ ขั้นแรกลองหาคนปลอดภัยสักคนพูดคุยความรู้สึกของตนเอง แล้วค่อยเดินหน้าต่อไป

ดาวน์โหลด WomanLog ได้เลย:

ดาวน์โหลดบน App Store

ดาวน์โหลดบน Google Play

แชร์บทความนี้:
https://www.mind.org.uk/information-support/types-of-mental-health-problems/bipolar-disorder/treatment-for-bipolar/
https://www.healthline.com/health/bipolar-disorder/bipolar-psychosis
https://www.nimh.nih.gov/health/statistics/bipolar-disorder
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC6116765/
https://www.dbsalliance.org/education/bipolar-disorder/bipolar-disorder-statistics/
https://hubermanlab.com/the-science-and-treatment-of-bipolar-disorder/
https://www.psycom.net/bipolar-definition-dsm-5
https://www.youtube.com/watch?v=awPP5YrVGyY
https://www.talkspace.com/mental-health/conditions/bipolar-disorder/therapy-treatment-types/
https://www.healthline.com/nutrition/dopamine-supplements#TOC_TITLE_HDR_11
https://www.psycom.net/bipolar-disorder
Advertisement


Demir, hemoglobin üretimi, oksijen taşınması, bağışıklık sisteminin desteklenmesi ve vücuttaki daha birçok işlev için gerekli olan temel bir mineraldir. Ne yazık ki, demir eksikliği dünyada en yaygın yetersiz beslenme türlerinden biridir. Demir eksikliğinin belirtilerini ve sağlığınıza etkisini öğrenin.
Birçoğumuz, kendimizi ve bedenimizi gerçekten sevmeyi ancak hayatımızın ilerleyen dönemlerinde öğreniyoruz. Ondan önce, değiştiremeyeceğimiz şeyler yüzünden kendimizi yargılamak için zaman ve enerji harcamaya eğilimliyiz. Öz-sevgi, günümüzde yaygın olan gerçekçi olmayan güzellik standartları nedeniyle ulaşılması zor bir beceridir.
Adet takip uygulamaları pratik, kullanımı kolay ve birçok kadının kişisel hayatında planlama ve karar alma süreçlerinde güvendiği vazgeçilmez bir yardımcıdır. Bu uygulamaların görevlerini yerine getirebilmesi için, kullanıcılarından mahrem veriler toplanır. Amerika’da Roe v Wade kararının bozulması ve dünyada buna benzer kararların alınmasıyla, sıkı kürtaj karşıtı yasaların uygulanmasının adet takip verilerinin güvenliğini tehdit edebileceğine dair endişeler artmaktadır.